http://www.consumerprotection.or.th
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 สิทธิและหน้าที่ของผู้บริโภค  เกี่ยวกับสมาคม  ผลการดำเนินงาน  สมัครสมาชิก  ติดต่อเรา
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สาระน่ารู้เกี่ยวกับผู้บริโภค
ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ด้านบริการทางการแพทย์
ด้านอสังหาริมทรัพย์
ด้านอื่น ๆ
บทความ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง





                                            
                                                                                                                                             ทรงพระเจริญ
                                                                                                                                      ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม 
 
                                                                                                                  ข้าพระพุทธเจ้า สมาคมพิทักษ์ประโยชน์ผู้บริโภค

                                                                                  อาคาร 5 ชั้น 4 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ ตลาดขวัญ นนทบุรี 11000
                                                                   โทรศัพท์ :02-5873286  แฟกซ์ : 02-0475226  มือถือ :081-6209080   อีเมล์ : consumerprotection2521@gmail.com

สมาคมพิทักษ์ประโยชน์ผู้บริโภค สนับสนุนรณรงค์  " รักษ์โลก ร่วมใจ เลิกใช้โฟมและพลาสติค  "

ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณขยะพลาสติกและโฟมมากถึง 2.7 ล้านตัน/เฉลี่ย 7,000 ตันต่อวัน แบ่งเป็นถุงพลาสติกร้อยละ 80 หรือ 5,300 ตันต่อวันหรือประมาณ 2 ล้านตัน ส่วน
เหลือเป็นขยะโฟมประมาณ 700,000 ตัน ใช้เวลาย่อยสลายยาวนานถึง 450 ปี ทั้งนี้ พบว่าขยะพลาสติกร้อยละ 50 กำจัดไม่ถูกวิธี ที่สำคัญขยะพลาสติกและโฟมหากใช้วิธีฝังกลบจะ
ใช้พื้นที่มากกว่าขยะปกติถึง 3 เท่า ซึ่งหากนำไปเผาทำลายจะทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมาก รวมทั้งมีสารตกค้างในสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก เนื่องจากถุงพลาสติกทำจากเม็ดปิโตรเลียม
ทำให้มีการปนเปื้อนของสารตกค้างในดินและน้ำ ส่งผลก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน
สำหรับปริมาณขยะของไทยมีประมาณ 27 ล้านตัน เป็นขยะที่กำจัดไม่ถูกวิธี 13.5 ล้านตัน , กำจัดถูกวิธี 8 ล้านตัน และขยะที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ หรือ รีไซเคิล 5 ล้านตัน ดังนั้น
หากประเทศไทย ช่วยกันลดถุงพาสติกคนละ 1 ใบต่อวัน ภายใน 1 ปี จะช่วยลดถุงพลาสติกได้ถึง 24,455 ล้านใบ ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งต้นเหตุของการเกิดก๊าซเรือน
กระจก และช่วยให้สัตว์ต่างๆ รอดตายจากการกินถุงพลาสติกกว่า 100,000 ตัวต่อปีด้วย
ที่มา: สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://nwnt.prd.g
  

สนับสนุนให้ประเทศไทยยกเลิกการใช้สารฆ่าหญ้าพาราควอต สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต
                 
ปีที่แล้วเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ได้ร่วมกันเข้าชื่อ 369 องค์กรและรวบรวมรายชื่อจาก change ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่า
ราชการจังหวัด 50 จังหวัด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 เพื่อไม่ให้มีการต่อทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 9 ตุลาคม 2560 หลังจาก
ที่คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการจาก 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 และเสนอให้มีการดำเนิน
การเพื่อยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืช "พาราควอต" และสารกำจัดแมลง "คลอร์ไพริฟอส" และจำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืช "ไกลโฟเซต" ในพื้นที่สาธารณะ พื้นที่

ต้นน้ำ ชุมชนและพื้นที่เปราะบาง เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน และศูนย์เด็กเล็ก
ภายในเดือนธันวาคม 2562 และสภาเกษตรกรแห่งชาติซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนเกษตรกรอย่างเป็นทางการตามกฎหมายได้ออกมาสนับสนุนมตินี้เพื่อปกป้องสุขภาพของ
พี่น้องเกษตรกรและความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 28 เมษายน 2560

            แต่แล้วกรมวิชาการเกษตรก็ได้ตัดสินใจต่ออายุทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ไปแล้วในช่วงเดือนแห่งความเศร้าโศกของคนไทย ทางคณะกรรมการ
สุขภาพแห่งชาติ (สช.)จึงได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 คัดค้านการตัดสินใจครั้งนี้ของกรมวิชาการเกษตร และกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติ
บัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาข้อมูลทางวิชาการอย่างรอบด้านอีกครั้ง และแถลงข้อเสนอต่อรัฐบาลให้มีการยกเลิกการใช้สารพิษเหล่านี้ทันทีเมื่อวันที่ 22 กุมภา
พันธ์ 2561 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การพิจารณาว่าประเทศไทยจะยกเลิกการใช้หรือจำกัดการใช้สารเหล่านี้อย่างเข้มงวดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำตัดสินของคณะกรรมการ
วัตถุอันตราย(ซึ่งมีตัวแทนของสมาคมผู้ค้าสารพิษเหล่านี้นั่งอยู่อย่างน้อย 2 คน) คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้  โดยคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้
แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตขึ้นมา จากการติดตามการทำงานของคณะอนุฯชุดนี้ 
พบว่ามีบางท่านที่มีประวัติการทำงานใกล้ชิดกับบริษัทสารเคมี ประกอบกับการเลือกพิจารณาข้อมูลที่หน่วยงานภาครัฐบางหน่วยงานจงใจใช้ข้อมูลเก่าทั้งที่ข้อมูลใหม่
ของสถาบันระดับประเทศหรืองานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชี้ความเป็นพิษของสารเหล่านี้ชัดเจน และมีการเคลื่อนไหวกดดันจากองค์กรบังหน้าอย่างเป็นระบบ
ของบริษัทสารพิษเพื่อต่อต้านไม่ให้มีการยกเลิกและจำกัดการใช้สารพิษเหล่านี้

           ดังนั้นเครือข่ายประชาชนด้านเกษตร คุ้มครองสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมรวมถึงประชาชนทั่วไปที่รวมตัวกันในนาม “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มี
อันตรายร้ายแรง” ขอเชิญชวนท่านร่วมลงชื่อสนับสนุนมติของกระทรวงสาธารณสุข กรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาเกษตรกร
แห่งชาติ เรียกร้องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา ยกเลิกการใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต


สรุปเหตุผลที่ประเทศไทยควรยกเลิกการใช้สารฆ่าหญ้าชนิดพาราควอต

  • เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง แม้WHOจะจัดให้อยู่ในประเภทสารที่มีพิษฉียบพลันปานกลางแต่ก็มีหมายเหตุ และอัตราตายของคนที่ได้รับพาราควอตสูงกว่าหนูทดลอง 30-50
    เท่า EPA ประมาณค่า LD50 ในมนุษย์อยู่ที่ 3-5 มก./กก.น้ำหนักตัว มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากการได้รับพิษทางผิวหนังจากการทำงานทั้งๆที่เป็นพาราควอตที่ถูกเจือจางแล้ว
  • งานวิจัยในต่างประเทศและประเทศไทยบ่งชี้ว่าพาราควอตสามารถเข้าสู่สมองผ่านตัวนำผ่าน ส่งผลกระทบต่อเซลล์ประสาทและเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคพาร์กินสัน 
  •  สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบว่าพาราควอตทำให้เกิดการดื้อยาของเชื้อจุลชีพ
  •  สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นโรคเนื้อเน่ากับการใช้พาราควอตและการตกค้างในสิ่งแวดล้อมของ จ.หนองบัวลำภู และ
    ปัจจุบันพบผู้ป่วยในอีกหลายจังหวัด
  •  งานวิจัยของ ม.นเรศวร พบว่าเมื่อมีการใช้พาราควอตติดต่อกันยาวนานทำให้ดินอิ่มตัวไม่สามารถดูดซับพาราควอตไว้ได้ทั้งหมด จึงเกิดการคายซับ ประกอบกับพาราควอต
    เป็นสารที่ละลายน้ำ
     ได้ดีมากจึงสามารถถูกชะล้างไปกับน้ำและปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้
  •  งานวิจัยของหลายหน่วยงานพบการปนเปื้อนในดินพื้นที่เกษตรกรรม ดินตะกอนและน้ำในแหล่งน้ำ น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน น้ำประปา 
    น้ำดื่มบรรจุขวด ผักผลไม้ รวมถึงตัวอย่างสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์ใช้เป็นอาหาร เช่น กบ หอย ปู ปลา โดยในหลายตัวอย่างตกค้างปริมาณสูงกว่าค่ามาตรฐาน
       .      งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลพบการตกค้างของพาราควอตในขี้เทาทารกมากถึง 50% และพบในซีรั่มของมารดาและทารกแรกคลอด 17-20%
  • พบวัชพืชที่ดื้อต่อสารพาราควอตแล้วประมาณ 26 ชนิด
  • ไม่อนุญาตให้ใช้และประกาศยกเลิกการใช้แล้วใน 53 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศที่เป็นผู้พัฒนาสารพิษนี้(อังกฤษ)และประเทศผู้ผลิต(สวิสเซอร์แลนด์)และเป็นเจ้าของ
    ตลาดรายใหญ่(จีน) รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม
          สรุปเหตุผลที่ประเทศไทยควรยกเลิกการใช้สารฆ่าแมลงชนิดคลอร์ไพริฟอส
  • หลายหน่วยงานพบการตกค้างของคลอร์ไพริฟอสมากที่สุดของกลุ่มสารกำจัดแมลงในผักผลไม้ที่จำหน่ายในประเทศและสินค้าที่ถูกตีกลับจากต่างประเทศ
  • ทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาการสมองของเด็ก มีไอคิวลดลงและสมาธิสั้น  
  • สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์พบว่า เป็นสารกระตุ้นเซลล์มะเร็งในลำไส้  
สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา จีน และหลายประเทศห้ามใช้ในผักผลไม้ ในพื้นที่สาธารณะและในบ้านเรือน 

สรุปเหตุผลที่ประเทศไทยควรจำกัดการใช้สารฆ่าหญ้าชนิดไกลโฟเซต
  • องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็ง (2A) รวมตัวกับโลหะหนัก ก่อให้เกิดโรคไตเรื้อรัง  
  • สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์พบว่า สามารถเหนี่ยวนำให้เซลล์มะเร็งเต้านมชนิดที่อาศัยฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น
  • สัมพันธ์กับการเกิดโรคหลายชนิดเพิ่มมากขึ้น เช่น เบาหวาน โรคอ้วน อัลไซเมอร์ และทำให้เซลล์รกได้รับความเสียหาย
  •  พบไกลโฟเซตในสิ่งแวดล้อมและในร่างกายของมารดาและทารกในประเทศไทย
    https://www.change.org/p
      

                                                     ยังไม่ยอมแบน”พาราควอต” แค่ห้ามใช้ พท.ปลูกผัก-ไบโอไทยฟ้องศาล
ต่อเวลาไปอีก บอร์ดกรรมการวัตถุอันตราย ให้แบน 3 สารเคมี”พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส-ไกลโฟเสต” เฉพาะพื้นที่ปลูก “พืชผักสวนครัว-สมุนไพร” ขณะที่ “พืชเศรษฐกิจ”
ยาง-มัน-ปาล์ม-ข้าวโพด-อ้อย ยังใช้ต่อไปได้เท่าที่จำเป็นพร้อมโยน “กรมวิชาการเกษตร” ออกมารับหน้าเสื่อกำหนดมาตรการสุดเข้ม ควบคุมจำหน่าย จำกัดปริมาณนำเข้า
หาสารทดแทน แต่ทางไบโอไทยไม่เอาด้วย เดินหน้าฟ้องศาลปกครองขอให้แบนทันที

          หลังจากที่คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่มีนายปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เป็นประธาน ได้มีมติให้ “ยกเลิก” และ “ห้าม” การนำเข้าสารเคมีพาราควอต (สารเคมีฆ่าหญ้า) กับคลอร์ไพริฟอส (สารเคมีฆ่าแมลง) มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 พร้อม
กับให้ “ควบคุม” การใช้สารเคมีไกลโฟเสต

          และให้ยุติการใช้สารเคมีอันตรายทั้ง3 รายการดังกล่าวอย่างสิ้นเชิงนั้น ปรากฏมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯชุดดังกล่าวแทบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ เนื่องจาก
คณะกรรมการวัตถุอันตราย กลับมีมติไม่ยอมยกเลิก (แบน) การใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ แต่ให้ “จำกัด” การใช้แทน ท่ามกลางความสงสัยของผู้เกี่ยวข้องถึงอันตราย
จากการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ประเภท จนล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความห่วงใยและให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้แล้ว

          ล่าสุด นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งล่าสุดว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการที่กรมวิชา
การเกษตรเสนอแนวทางการใช้ 3 สารเคมี โดยมีมติให้ “ยกเลิก” การใช้สารกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิดดังกล่าวในพื้นที่ปลูกพืชผัก-สมุนไพร-พื้นที่ต้นน้ำ-พื้นที่สาธารณะ อาทิ
โรงเรียน, สนามกอล์ฟ, บ้านเรือน ส่วนสารเคมีพาราควอตกับไกลโฟเสตยังคงใช้มาตรการ “จำกัดการใช้” ในพืชเศรษฐกิจ (ข้าวโพด-มันสำปะหลัง-อ้อย-ยางพารา-
ปาล์มน้ำมัน-ไม้ผล) ต่อไป

          รวมถึงสามารถใช้สารเคมีคลอร์ไพริฟอสในการปลูกไม้ผลไม้ดอกและพืชไร่เท่านั้น ซึ่งมติดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์ภาพรวมทุกมิติ ทั้งมาตรการกำกับที่มีอยู่
ความเป็นอันตราย ข้อมูลการเกิดสารตกค้างจากโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมถึงสารทดแทนและราคา ไปจนถึงอุตสาหกรรมยาง-น้ำตาล เห็นว่า

          “ปัญหาหลักไม่ใช่มาจากตัวสาร แต่มาจากวิธีการจัดการ ความเข้มงวดกฎหมาย ผู้ใช้ขาดความรู้ ดังนั้นการห้ามใช้อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยตรง และการยกเลิก
ในทันทีจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้ใช้” โดยจะเริ่มดำเนินการตามมตินี้ใน 90 วัน

          ขณะที่นายอุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้เสนอและทำหน้าที่ออกมาตรการควบคุมทั้งสถานที่จำหน่ายร้านที่ได้รับ
ใบอนุญาต ห้ามใช้ในสถานที่ปลูกพืชผักสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ รวมถึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการนำเข้าให้ลดการนำเข้าและต้องแจ้งข้อมูลอย่างละเอียด จำกัดการนำเข้า
ลดการนำเข้า และผู้ขายทั้ง 3 สาร ต้องจำหน่ายโดยตรงพื้นที่ปลูก ห้ามโฆษณา พร้อมทั้งแผนการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสามารถลดหย่อนภาษีเครื่องจักรกลการเกษตร
โดยจะมีหน่วยงานสารวัตรเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการทางกฎหมายหากพบการกระทำผิด

          ด้านนายปราโมทย์ ติรไพรวงศ์ นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า เห็นด้วยกับมาตรการควบคุมการใช้ คำนึงถึงความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้ใช้ แต่
ยอมรับว่า ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก ผู้ประกอบการหลายรายไม่มั่นใจในทิศทางของภาครัฐ แต่ก็ได้ให้ความร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตรในการชะลอต่อใบอนุญาต
และลดการนำเข้าให้มากที่สุด ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศแปรปรวน จึงค่อนข้างประเมินการใช้ลำบาก รวมถึงสต๊อกคงค้างยังเหลือ แต่หลังจากนี้จะได้มีการหารือถึงแนว
ทางดำเนินธุรกิจร่วมกับสมาชิกสมาคม พร้อมกับติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

          ทางด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า เนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายและรัฐบาลไม่สามารถชี้ขาดให้ “แบน” พาราควอต-
คลอร์ไพริฟอส-ไกลโฟเสต แม้จะมีผลการพิสูจน์แล้วว่า ทั้ง 3 สารเคมีเป็นอันตรายร้ายแรงต่อประชาชน เมื่อเป็นดังนี้ทางเครือข่าย 700 องค์กรทั่วประเทศ เตรียมยื่นฟ้อง
ศาลปกครอง ให้พิจารณาระงับการใช้สารกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 สาร ส่วนประเด็นการนำเข้าที่ลดลงมากกว่าปีที่แล้วนั้น มองว่าอาจจะมีการหลีกเลี่ยงการขึ้นทะเบียนหรือไม่
อย่างไร เพราะในความเป็นจริงแล้วเกษตรกรยังหาซื้อสารเคมีเหล่านี้ได้ตามปกติ ส่วนกรณีพื้นที่ที่ห้ามใช้ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นทาง
เครือข่ายมูลนิธิชีววิถียังคงยืนยันว่า รัฐบาลจะต้องสั่ง “แบน” ทั้งหมดทุกพื้นที่จึงจะถูกต้อง

          ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรควบคุมทะเบียนใบอนุญาตนำเข้า ผลิต จำหน่ายทั้งหมดจากข้อมูลการนำเข้าย้อนหลัง 3 ปี
ปรากฏการนำเข้าลดลง 40% โดยครึ่งปีแรก 2561 การนำเข้าพาราควอตลดลงกว่า 50% ปริมาณ 16,832 ตัน

          ขณะที่นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศเจตนารมณ์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีเป้าหมาย
การทำเกษตรอินทรีย์ควบคู่เกษตรทฤษฎีใหม่ ประเทศไทยจะต้องไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชทุกประเภท และต้องทำให้สำเร็จในขณะดำรงตำแหน่ง โดยมีเป้าหมายไม่ต่ำกว่า
5 ล้านไร่

ที่มา: https://www.prachachat.net/economy/news-213345

สธ.-กษ.จับมือแถลงยืนยันผลสำรวจพืชผักผลไม้ ที่ใช้สารเคมี ตกค้างอยู่ในระดับปลอดภัย 

28ก.ย.61-สธ.-กษ.จับมือแถลงยืนยันผลสำรวจพืชผักผลไม้ ที่ใช้สารเคมี ตกค้างอยู่ในระดับปลอดภัย  ส่วนเรื่องการพิจารณาแบน 3 สารเคมีอันตราย อยู่ในกระบวนการ
พิจารณา เป็นคนละเรื่องกับครัวโลก โดยกระทรวงเกษตรฯ ชี้ ยังจำเป็นต้องใช้สารเคมีต่อ เพื่อป้องกันโรคระบาดในพืช สามารถฆ่าศัตรูพืชได้อย่างรวดเร็ว ด้านสธ.ยัง
แนะนำวิธี ล้างผักผลไม้จากสารเคมี.

ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย น.ส.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
แถลงข่าวความร่วมมือคุมเข้มสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สด โดย นพ.ธเรศ กล่าวว่า จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า การรับประทานผักผลไม้มากกว่า 400-600
กรัมต่อวัน จะช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคหัวใจขาดเลือดได้ 31 % เส้นเลือดสมองตีบ19 % และโรค มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้
ใหญ่ เป็นต้น หากส่งเสริมให้คนไทยกินมากขึ้นจาก 100 กรัม เป็น 400 กรัมต่อวัน จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจาก 5.2 แสนล้านบาท เป็น 6.9 แสนล้านบาท หรือ 2.5% ของ
จีดีพี ดังนั้น สธ.จึงร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนอาหารปลอดภัย ตั้งแต่ในฟาร์มจนถึงผู้บริโภค ต้องไม่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเกินค่ามาตรฐาน ส่วนเรื่องการพิจารณา
แบน 3 สารเคมีอันตราย ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต อยู่ในกระบวนการพิจารณา ซึ่งสธ..ยืนยันชัดเจนในหลักการ แต่เป็นคนละเรื่องกับเรื่องนี้

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า จากการสุ่มตรวจผักผลไม้สดที่โรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐานจีเอ็มพี
219 แห่ง ทั่วประเทศ รวม 715 ตัว อย่าง พบผ่านมาตรฐาน 612 ตัวอย่างหรือ 85.59% ไม่ผ่านมาตรฐาน 103 ตัวอย่างหรือ 14.41% ส่วนการสุ่มตรวจในห้างสรรพสินค้า
ห้างค้าปลีก โดยแบ่งเป็นสินค้าที่ได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยเช่น สัญลักษณ์คิว (Q) หรือออแกนิก จำนวน 1,261 ตัวอย่าง พบว่า ไม่ผ่านมาตรฐาน 13.6% ส่วน
สินค้าที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองตรวจ 56 ตัวอย่าง พบไม่ผ่านมาตรฐาน 28.2%

น.ส.จารุวรรณ ลิ้มสัจจะสกุล รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังซื้อผัก ผลไม้ตามตลาดค้าส่งและตลาดสดจำนวนมาก ซึ่งจากการสุ่ม
ตรวจตลาด 128 แห่ง ใน 26 จังหวัด รวม 481 ตัวอย่าง พบว่า ผ่านมาตรฐาน 64.9% ไม่ผ่านมาตฐาน 35.1% ซึ่งจากนี้กรมวิทย์ฯ จะเข้าไปสนับสนุนการตั้งจุดตรวจ
สอบในพื้นที่มากขึ้น ส่วนผลตรวจผักผลไม้ที่ใช้โครงการอาหารปลอดภัยในโรงพยาบาล ซึ่งนำร่อง 18 โรง ใน 12 จังหวัด รวม 162 ตัวอย่าง พบผ่านมาตรฐาน 77.8% 
ไม่ผ่านมาตรฐาน 22.2%

นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กล่าวว่า ผัก ผลไม้สดที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 100% มี 6 ชนิด ได้แก่ มันฝรั่ง
หน่อไม้ฝรั่ง มังคุด ผักกาดขาวปลี ถั่วแขก และข้าวโพดหวาน พบสารพิษต่ำมาก ส่วนผักและผลไม้ที่พบปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด 7 อันดับแรก คือ พริก ถั่วฝักยาว
คะน้า มะเขือยาว มะเขือเปราะ มะเขือเทศ และ ส้ม ซึ่งส่วนใหญ่จะพบสารกำจัดศัตรูพืช เช่น ไซเปอร์เมทริน คาร์โบฟูราน และคลอร์ไพริฟอส เนื่องจากเป็นพืชที่พบ
แมลงศัตรูพืชได้ง่าย ทั้งนี้ แม้จะพบการตกค้างของสารเคมีสูง แต่ไม่ใช่ว่าไม่ปลอดภัย ซึ่งจากการนำผักผลไม้ทั้ง 7 ชนิดมาประเมินความเสี่ยงความปลอดภัยตาม
มาตรฐานโคเด็กซ์ พบว่า ที่ไม่ปลอดภัยจริงๆ คือส้ม ซึ่งจาก 105 ตัวอย่าง พบไม่ปลอดภัย 4.8% อย่างไรก็ตาม การตรวจสารตกค้างเหล่านี้ตรวจที่ความเสี่ยงสูงสุด
คือ ไม่ได้ล้างทำความสะอาดเลย ซึ่งในความเป็นจริงการรับประทานจะต้องมีการล้างทำความสะอาด รวมถึงปรุงสุกด้วย อย่างส้มเราก็ต้องปอกเปลือก

ผู้สื่อข่าวถึงการส่งเสริมการใช้สารทดแทนสารเคมี น.ส.จูอะดี กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนเป็นเรื่องของการเตรียมดินให้สมบูรณ์
จะช่วยให้ต้นพืชแข็งแรง ก็จะป้องกันโรคพืชได้ ซึ่งเรามีการส่งเสริมเรื่องนี้ให้เกษตรกร โดยมีการตั้งกลุ่มผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์ รวมถึงหากพืชมีอาการป่วยระยะแรก
ก็สามารถใช้สารเหล่านี้ได้ เหมือนคนเราป่วยช่วงแรกๆ ก็ใช้สมุนไพรจากธรรมชาติช่วยดูแลได้ แต่หากเป็นมากหรือระบาดแล้วก็จำเป็นต้องใช้สารเคมี เพราะสามารถ
ฆ่าได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือแพง

เมื่อถามว่า หากไม่แบน 3 สารเคมีจะกระทบกับเรื่องครัวไทยสู่ครัวโลกหรือไม่ เพราะหลายประเทศแบนสารเหล่านี้แล้ว น.ส.จูอะดี กล่าวว่า เรื่อง 3 สารเคมี อยู่ในขั้น
ตอนของการพิจารณา เป็นคนละเรื่องกับครัวไทยไปครัวโลก ซึ่งขณะนี้ก็ขับเคลื่อนอยู่ โดยเกษตรกรที่ส่งออกต้องเข้าระบบ GAP เพื่อให้มีมาตรฐาน ไม่เช่นนั้นเขาก็
จะไม่ซื้อ ส่วนการบริโภคภายในประเทศ การจะเข้า GAP ต้องเพิ่มต้นทุนและปรับเปลี่ยนวิธีการ จึงเป็นเรื่องของการส่งเสริมมากกว่า ก็มีการแนะนำให้ใช้สารทดแทนอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่บอกว่ายังมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีควบคู่กับสารชีวภัณฑ์ แต่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนา
ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของ ครม.ไปแล้ว ดังนั้นจะเป็นการย้อนแย้งกันหรือไม่ และเป็นไปได้หรือไม่ว่าในอนาคตจะหาสารทดแทนโดยไม่ต้อง
ใช้สารเคมีเลย นายอุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า  พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาฯ จะเป็นทางเลือกของเกษตรกรที่ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี โดย
ใช้สารอินทร์ หรือสารสกัดชีวภัณฑ์ทดแทน แต่หากต้องการผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณเยอะและมีคุณภาพดี ก็จำเป็นต้องใช้สารเคมีบางชนิดอยู่ ซึ่งสารเคมีมีหลายชนิดที่มี
ความอันตรายตั้งแต่สูง ปานกลาง น้อย ดังนั้นในการหาสารทดแทนบางอย่างก็ต้องมีการศึกษาว่ามีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันหรือไม่ มีจุดอ่อน หรือจุดแข็งอย่างไร ซึ่ง
หากมีสารทดแทนก็จะมีส่วนที่ทำให้การใช้สารเคมีลดลง อย่างสารคลอร์ไพริฟอส ที่มีการใช้กันเยอะ และเป็นสารที่กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาแบนหรือไม่แบน ซึ่งสาร
ตัวนี้สามารถย่อยสลายในกระบวนการที่มีการล้าง การทิ้งไว้ก็สามารถย่อยสลายไป  ซึ่งขณะนี้กรมวิชาการเกษตรกำลังดูว่าหากมีการนำเข้าลดลงจำนวนการใช้ของเกษตร
จะลดลงหรือมีการใช้สารทดแทนอย่างไร ซึ่งยังไม่มีการเก็บตัวเลขอย่างเชิงระบบ

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรมีข้อมูลสารทดแทนใหม่ แต่ไม่ยอมส่งให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จะเป็นการยื้อเวลาเพื่อไม่ให้
มีการแบน 3 สารเคมีหรือไม่ นายอุทัย กล่าวว่า ข้อมูลที่ส่งคือข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งมีอำนาจตัดสินได้สั่งการให้กรม
วิชาการเกษตรไปหามาตรการการจำกัดการใช้ เรามีหน้าที่ทำตามไม่ได้เป็นผู้เสนอว่าให้มีการยืดเวลาแต่อย่างใด ซึ่งขณะขั้นตอนการพิจารณาดังกล่าวอยู่ที่คณะกรรม
การคณะกรรมการพิจารณาสารเคมีความเสี่ยงสูง โดยมีนายนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก  เป็นประธาน หากมีการขอข้อมูลเข้ามามาเราก็พร้อม
จะส่ง โดยขอยืนยันว่าข้อมูลที่มีอยู่คือข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ใช่ข้อมูลเก่าแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเอกสารข่าวการแถลงครั้งนี้ ยังมีการระบุห้อยท้ายคำแนะนำการล้างผักผลไม้ไว้ดังนี้ "ที่สำคัญ ก่อนการบริโภคผักและผลไม้สด ผู้บริโภคควรล้าง
ผักและผลไม้สดให้สะอาดเพื่อลดการตกค้างสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ด้วยวิธีการดังนี้ (1) การล้างผักผลไม้ด้วยวิธีล้างน้ำไหล จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ
25-65 (2) หากล้างในปริมาณมากใช้ผงฟูหรือเบคกิ้งโซดา ½ ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 15 นาที ก่อนล้างน้ำสะอาด สามารถลดสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 90-95
หรือ (3) ใช้น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร      แช่ทิ้งไว้ 10 นาที ก่อนล้างน้ำสะอาด สามารถลดสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 60-84"เอกสารระบุ.

https://www.thaipost.net/main/detail/18625

                                                       พิธีเปิดที่ทำการศูนย์ประสานงาน 4 เครือข่าย จังหวัดลพบุรี       
                 

วันที่ 30 กันยายน 2561 เวลา 13.00 น. นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมพิธีเปิดที่ทำการศูนย์ประสานงาน 4 เครือข่าย ได้แก่
เครือข่ายคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  เครือข่ายอาสาสมัครประกันภัย  เครือข่ายกองทุนประกันชีวิต  และ สมาพันธ์ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคกรุงเทพมหานคร ณ ตลาด
มัดหมี่ จังหวัดลพบุรี

                                                                                     
                                                         
                                                         
                                                         
                                                                                               

                                                                                

                                             

 

เตือนในช่วงฤดูหนาวระวังผู้สูงอายุและเด็กปอดบวม

| อ่าน 1 ครั้ง
เตือนในช่วงฤดูหนาวระวังผู้สูงอายุและเด็กปอดบวม สสจ.ปากน้ำ เตือนในช่วงฤดูหนาวให้ระวังผู้สูงอายุและเด...

 
   

รณรงค์คนไทยกินไข่ 300 ฟองต่อคนต่อปี

| อ่าน 1 ครั้ง
รณรงค์คนไทยกินไข่ 300 ฟองต่อคนต่อปี กรมปศุสัตว์ จับมือ กรมอนามัย รณรงค์คนไทยกินไข่ 300 ฟองต่อคนต่อป...

 
 

แนะระวังป่วยโรคมือ เท้า ปาก

| อ่าน 1 ครั้ง
แนะระวังป่วยโรคมือ เท้า ปาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะผู้ปกครองในช่วงปลายฝนต้นหนาวและเด็กปิด...

 
   

ยาจุดกันยุง ‘อาท พลัส’ แจงไม่อันตราย – ขึ้นทะเบียน อย. ถูกต้...

| อ่าน 1 ครั้ง
ยาจุดกันยุง ‘อาท พลัส’ แจงไม่อันตราย – ขึ้นทะเบียน อย. ถูกต้อง! ส่วนรุ่นที่เป็นข่า...

 
 

อย.สั่งเพิกถอนทะเบียน ใบอนุญาต 2 ยากันยุงยี่ห้อดัง

| อ่าน 1 ครั้ง
อย.สั่งเพิกถอนทะเบียน ใบอนุญาต 2 ยากันยุงยี่ห้อดัง ลั่นผู้นำเข้าเรียกเก็บคืนทันที...อย.เพิกถอนทะเบี...

 
   

ยาสีฟันผสมไตรโคลซานไม่อันตรายก่อมะเร็งอย่างที่แชร์

| อ่าน 1 ครั้ง
ยาสีฟันผสมไตรโคลซานไม่อันตรายก่อมะเร็งอย่างที่แชร์ มีการแชร์ว่ายาสีฟันที่มีส่วนผสมของไตรโคลซาน ซึ่ง...

 
 

ปฏิบัติการจับล็อตใหญ่ กวาดล้างแหล่งผลิตและจําหน่ายผลิตภัณฑ์เ...

| อ่าน 1 ครั้ง
ปฏิบัติการจับล็อตใหญ่ กวาดล้างแหล่งผลิตและจําหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผิดกฎหมาย ลักลอบใส่สารไซบูทรามี...

 
   

"วัณโรค" รู้การกลายพันธุ์ไว ลดปัญหาเชื้อดื้อยา

| อ่าน 2 ครั้ง
"วัณโรค" รู้การกลายพันธุ์ไว ลดปัญหาเชื้อดื้อยา กรมวิทย์ ร่วมคณะแพทยศาสตร์ ม.โตเกียว พัฒนาห้องแล็บตร...

 
 

โรคซิฟิลิส

(30/06/2561)
โรคซิฟิลิส โดย Porraphat Jutrakul โรคซิฟิลิส พบน้อยกว่าหนองในแต่ทำให้เกิดความเสียหายได้ร้ายแรง...

 
   

โรคหนองในคืออะไร?

(30/06/2561)
โรคหนองใน คืออะไร? โดย Porraphat Jutrakul โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่พบม...

 
 

ท้องผูก..ป้องกันได้

(07/07/2561)
ท้องผูก..รู้ก่อนป้องกันได้ โดย Thianthip Diawkee ระบบการขับถ่ายถือเป็นสัญญาณเตือนและบ่งบอก...

 
   

พาวเวอร์เจล ผ้าห่มฉุกเฉิน

(07/07/2561)
รู้จักพาวเวอร์เจล & ผ้าห่มฉุกเฉิน โดย Thianthip Diawkee หลังจากเฝ้ารอปฏิบัติการค้นหานักเ...

 
 

รอยคล้ำ รอบดวงตา

(07/07/2561)
รอยคล้ำ รอบดวงตา โดย Thianthip Diawkee รอยดำคล้ำใต้ตาที่เป็นปัญหาใหญ่ของผู้หญิง โดยทั่วไปจะไม่...

 
   

จะแปรงฟันเมื่อไหร่ดี?

(07/07/2561)
จะแปรงฟันเมื่อไหร่ดี? โดย Porraphat Jutrakul ในการสำรวจทันตสุขภาพของประชาชนคนไทย ในท้องถิ่นต...

 
 

7 สัญญาณเสี่ยงมะเร็ง

(18/07/2561)
เตือนภัย 7 สัญญาณเสี่ยงมะเร็ง โดย Chomnapas Wangein สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ห่วงใยประ...

 
   

โรคมนุษย์ตึก

(18/07/2561)
โรคมนุษย์ตึก โดย Porraphat Jutraku คนที่ทำงานใช้เวลามากกว่าร้อยละ 80 ของเวลาใน แต่ละวันอยู่ในอ...

 
 

แพ้เครื่องประดับ

(18/07/2561)
แพ้เครื่องประดับ โดย Thianthip Diawkee เครื่องประดับที่ทำด้วยวัตถุโลหะ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อ...

 
   

ป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ

(18/07/2561)
วิธีป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ โดย Porraphat Jutrakul โรคอาหารเป็นพิษ มักเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วใน...

 
 

โรคขาดวิตามินเอ

(10/08/2561)
โรคขาดวิตามินเอ โดย Chomnapas Wangein วิตามินเป็นสารประกอบอินทรีย์ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่สิ่ง...

 
   

คนขี้ลืม

(10/08/2561)
คนขี้ลืม โดย Porraphat Jutrakul ความจำจะเกี่ยวกับเรื่องสมองเป็นหลัก ซึ่งกระบวนการจำมีตั้งแต่...

 
 

3 วิธีกระตุ้น EQ

(10/08/2561)
3 วิธีกระตุ้น EQ โดย Porraphat Jutrakul EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์มีความสำคัญกว่าที่เราคิด เพร...

 
   

ถั่วพู

(10/08/2561)
ถั่วพู โดย Thianthip Diawkee ถั่วพู มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psophocarpus tetragonolobus (L) DC....

 
 

อาหารชะลอวัย

(21/08/2561)
9 ยอดอาหารชะลอวัยห่างไกลโรค โดย Thianthip Diawkee อาหาร นับเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ปัจจัยด้านอื...

 
   

กินเพื่อสุขภาพ

(21/08/2561)
กินให้มีผลต่อสุขภาพ โดย Porraphat Jutrakul ไม่กินอาหารที่ผิดสุขลักษณะ โบราณกล่าวว่า“โรคเ...

 
 

วิธีคลายเครียด

(21/08/2561)
วิธีคลายเครียด โดย Porraphat Jutrakul ความเครียดในระดับต้นๆ นั้นสามารถคลี่คลายด้วยตนเองได้ แต่...

 
   

ความเครียดกับสุขภาพ

(21/08/2561)
ผลของความเครียดต่อสุขภาพ โดย Porraphat Jutrakul คนส่วนใหญ่มักไม่แน่ใจว่าความเครียดคืออะไร อย...

 
 

เหตุผลที่ควรเดินให้มาก

(31/08/2561)
เหตุผล 8 ประการ ที่คุณควรจะเดินให้มากขึ้น โดย Porraphat Jutrakul การเดินมีข้อดีกับคุณมากมาย ...

 
   

โรคฉี่หนู

(31/08/2561)
โรคฉี่หนู โดย Porraphat Jutrakul โรคเลปโตสไปโรสิส (Leptospirosis) โรคฉี่หนู หรือไข้ฉี่หนู เป...

 
ดูทั้งหมด >> 

ติดต่ออีเมล์สมาคมพิทักษ์ประโยชน์ผู้บริโภค : consumerprotection2521@gmail.com

 
Menu
หน้าแรก
ศูนย์ราชการสะดวก
สื่อวิทยุสมาคม
ข่าวสาร
สรุปกิจกรรม 2560
สรุปกิจกรรม 2559
สรุปกิจกรรม 2558
สรุปกิจกรรม 2557
สรุปกิจกรรม 2556
สรุปกิจกรรม 2555
การร้องเรียน
ติดต่อเรา
แผนผังเว็บไซต์
สถิติเรื่องร้องเรียน
สมัครสมาชิก
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 09/12/2010
ปรับปรุง 05/10/2018
สถิติผู้เข้าชม964,670
Page Views1,135,243
« October 2018»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   
view