http://www.consumerprotection.or.th
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 สิทธิและหน้าที่ของผู้บริโภค  เกี่ยวกับสมาคม  ผลการดำเนินงาน  สมัครสมาชิก  ติดต่อเรา
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สาระน่ารู้เกี่ยวกับผู้บริโภค
ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ด้านบริการทางการแพทย์
ด้านอสังหาริมทรัพย์
ด้านอื่น ๆ
บทความ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง




 

อันตรายจากภาชนะหุงต้ม

    ในยุคที่ผู้คนตื่นตัวในเรื่องของสุขภาพ สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเราหวาดผวากันมากคือสารพิษปนเปื้อนที่มากับอาหาร แต่สารพิษส่วนหนึ่งที่เราได้รับอาจเกิดขึ้นจากภาชนะในครัวเรือนที่ใช้กันอยู่ทุกวัน

      เมื่อหลายปีที่แล้วนักวิจัยได้เตือนผู้บริโภคว่า อะลูมิเนียม อาจมีส่วนที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์  ทำให้ผู้บริโภคพากันโยนหม้อ กระทะที่ทำจากอะลูมิเนียมทิ้งเป็นจำนวนมาก  แต่ข้อมูลการวิจัยในปัจจุบันพบว่าอะลูมิเนียมที่ละลายออกมาปนในอาหารมีปริมาณเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ  ดังนั้นการใช้ภาชนะอะลูมิเนียมหุงต้มอาหารจึงค่อนข้างปลอดภัย

       ภาชนะที่ทำ จาก สเตนเลส เป็นภาชนะที่น ิยมใช้รองลงมา สเตนเลสมีส่วนผสมของโลหะหลายชนิด เช่น นิกเกิล โครเมียม เหล็ก และโมลิบเดนัม  จากการวิจัยพบว่าภาชนะเครื่องครัวที่ทำจากสเตนเลส อาจให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสเตนเลสมีส่วนผสมของโครเมียมและธาตุเหล็กซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย  เมื่อนำมาใช้หุงต้มก็จะมีธาตุเหล่านั้นออกมาปะปนในอาหารเพียงเล็กน้อยจึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  แต่กลับให้ประโยชน์ต่อผู้ที่ขาดโครเมียมและธาตุเหล็ก  แต่ขณะเดียวกันสารนิกเกิลอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการของผิวหนังได้ในผู้ที่แพ้นิกเกิล  อย่างไรก็ตาม นิกเกิลจะละลายออกมาในอาหารที่เครื่องปรุงมีฤทธิ์เป็นกรด เช่น การใช้น้ำส้มสายชูหรือซอสมะเขือเทศ   สำหรับคนที่มีอาการแพ้สารนิกเกิลก็อาจจะเลือกใช้ภาชนะสเตนเลสที่เคลือบสารอีนาเมล   ซึ่งเป็นสารเคมีที่ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยากับอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด

       ภาชนะที่ทำมาจาก ทองแดงตอบสนองต่อความร้อนได้ดี  แต่ถ้านำมาปรุงอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจะสามารถละลายทองแ ดงออกมาได้   ทองแดงจะเป็นธาตุที่สำคัญต่อร่างกายในการช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง  การได้รับทองแดงในปริมาณเล็กน้อยไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ  แต่ถ้าร่างกายได้รับการสะสม ทองแดงในปริมาณมากเกินระดับที่ควรมีในเลือด  จะทำให้เกิดอาการท้องเสียและอาเจียนจาก ทองแดงเป็นพิษได้   เพื่อป้องกันปัญหานี้ภาชนะที่ทำจากทองแดงจึงได้รับวิวัฒนาการขึ้นมาด้วยการเคลือบดีบุก  แต่ดีบุกที่เคลือบไว้ก็จะมีการเสื่อมไปตามอายุการใช้งาน  ฉะนั้นเมื่อใช้ไปนานๆก็ควรจะมีการเปลี่ยนใหม่

      ภาชนะที่ เคลือบสารเทฟลอน  สารชนิดนี้ช่วยป้องกันการติดของอาหาร  ทั้งยังทำความสะอาดง่ายและ ช่วยลดปริมาณไขมันในการปรุงอาหาร ได้ด้วย  เพราะภาชนะหากไม่เคลือบเทฟลอนจะต้องใช้น้ำมันมากขึ้นเวลาผัดหรือทอด  เพื่อไม่ให้อาหารติดกระทะ  อนึ่งหากมีการลอกหลุดของสารที่เคลือบปะปนกับอาหารก็จะ ไม่เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค  เนื่องจากเป็นสารที่ไม่เป็นพิษ ร่างกายไม่สามารถดูดซึมเข้าไปได้และจะถูกขับถ่ายออกมา

      ภาชนะ เซรามิก  ภาชนะชนิดนี้ มีส่วนผสมของสารตะกั่วอยู่  หากมีอยู่ ในปริมาณที่มากเกินไปจะเป็นอันตราย ได้  เมื่อนำไปใส่อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด  รวมทั้งมีข้อเตือนว่าไม่ควรใช้ภาชนะประเภทนี้กับกาแฟร้อน ชาร้อน ซุปมะเขือเทศและน้ำผลไม้  เพราะจะทำให้สารตะกั่วละลายออกมาได้   สารตะกั่วเป็นอันตรายต่ออวัยวะและระบบต่างๆของร่างกาย  เช่น ตับ ไต ระบบสืบพันธุ์ ระบบหมุนเวียนโลหิตหัวใจ ระบบภูมิต้าน ทาน และระบบย่อยอาหาร  สารตะกั่วจะถูกดูดซึมเข้าไปสะสมอยู่ในอวัยวะต่างๆ  โดยเฉพาะในกระดูกจะสะสมปนกับแคลเซียม  เพราะร่างกายไม่สามารถจะแยกระหว่างสารตะกั่วและแคลเซียมได้  ถ้าสารตะกั่วสะสมในปริมาณมากจะทำให้เกิดพิษได้  ถ้าเกิดขึ้นในเด็กสารตะกั่วจะทำลายเซลล์สมอง  ทำให้สมรรถภาพในการเรียนรู้เสียไป   ยับยั้งการเจริญเติบโตทำให้ร่างกายแคระแกรน และตายในที่สุด  ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงตั้งครรภ์  ไม่ควรใช้ภาชนะเซรามิกบรรจุเก็บรักษาอาหาร  หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน

ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยในการใช้ภาชนะ

1.. หลีกเลี่ยงการเก็บรักษาอาหารเป็นเวลานานๆในภาชนะหุงต้ม  เมื่อปรุงอาหารเสร็จแล้ว  อาหารที่เหลือควรเก็บไว้ในภาชนะพลาสติกหรือภาชนะที่ทำด้วยแก้ว

2.. ทำความสะอาดภาชนะตามคำแนะนำของผู้ผลิต  หลีกเลี่ยงการขัดถูที่จะทำให้ผิวหน้าของภาชนะถลอกหรือหลุดลอก

3.. พลาสติกในครัวเรือนปลอดภัยเพียงใด ?  สารเคมีที่สลายจากพลาสติก สามารถผ่านเข้าไปในอาหารได้ไม่ว่าจะถูกความร้อนหรือไม่  แต่ความร้อนและแสงจะเร่งกระบวนการให้เกิดเร็วขึ้น

        คำถามที่ตามมาคือสิ่งเหล่านั้นก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในอนาคตได้หรือไม่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารประเภทที่ทำลายฮอร์โมน    สารประเภทนี้จะรบกวนหรือยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย  ลดปริมาณอสุจิ ทำให้เด็กเป็นสาวเร็วกว่าอายุที่ควร และเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง   พลาสติกที่สลายตัวสามารถที่จะผ่านเข้าไปปะปนกับอาหาร  พบได้มากในภาชนะใช้ใส่อาหารซื้อกลับบ้าน  อาหารที่บรรจุในภาชนะประเภทนี้เป็นเวลานานจะมีกลิ่นและรสของพลาสติกชนิดนี้ติดมาด้วย    อาหารประเภทที่เป็นกรดจะดูดซึมสารพลาสติก ได้ดีกว่าอาหารชนิดที่เป็นด่างหรือกรดต่ำ  ความร้อนสูงๆ เช่นจากเตาไมโครเวฟ และความเย็นจากตู้เย็น  สามารถเพิ่มปริมาณการดูดซึมสารพลาสติกเข้าไปในอาหารได้

         แม้แต่พลาสติกที่ใช้กับเตาไมโครเวฟก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้   อันตรายที่มักเกิดขึ้นคือผู้บริโภคมักใช้ภาชนะพลาสติกที่ไม่ได้ระบุว่าใช้กับตู้อบไมโครเวฟอุ่นอาหาร ทำให้พลาสติกละลายเข้าไปในอาหารและยังทำลายรสชาติของอาหารที่อุ่น

4.. ข้อแนะนำสำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก   เวลาอุ่นอาหารในตู้อบไมโครเวฟ  เลือกภาชนะที่ทำจากแก้วหรือเซรามิคแก้ว  หลีกการเลี่ยงการใช้ภาชนะพลาสติกแม้จะระบุว่าปลอดภัยในการใช้กับไมโครเวฟ  ไม่ใช้พลาสติกห่ออาหารในการปรุงหรืออุ่นอาหารในตู้อบไมโครเวฟ

 5.. อาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือซีส ใช้วัสดุประเภทโฟลีเอ็ทธีลีนห่อเพราะไม่มีสารพลาสติก  หรือถ้าจะให้ดีไปกว่านั้น ห่อด้วยแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์หรือกระดาษไข

6.. อาหารที่เหลือ เก็บไว้ในภาชนะประเภทที่ทำด้วยแก้ว

7.. ภาชนะพลาสติกที่เก่าชำรุดไม่ควรนำมาใช้ต่อ

8.. เตาไมโครเวฟ

      สิ่งที่ผู้บริโภค ต้องระวัง ในการใช้เตาไมโครเวฟคือ ภาชนะที่ใช้ใส่อาหารประเภทโลหะ กระดาษอะลูมิเนียม  นมบรรจุในกล่องกระดาษที่บุด้านในด้วยอะลูมิเนียม   จานชามที่มีขอบเป็นโลหะเงินหรือโลหะทอง ไม่ควรใช้กับเตาไมโครเวฟ  โลหะ เช่น ลวดที่ใช้มัดถุงพลาสติก ควรแกะออก  มิฉะนั้น อาจทำให้เกิดการติดไฟและอาจเกิดไฟไหม้ภายในตู้อบไมโครเวฟได้

      สารรังสีที่รั่วจากเตาไมโครเวฟ มีอันตรายเพียงใด ?

ปริมาณของสารรังสีที่รั่วจากตู้อบไมโครเวฟค่อนข้างต่ำและไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะก่อให้เกิดอันตราย 
สิ่งที่แม่บ้าน ควรระวังเป็นพิเศษ คือ  เมื่อ วัสดุตามขอบประตูชำรุดหรือหากมีรอยร้าวและรอยแตก   เศษอาหารติดอยู่ตามขอบตู้ทำให้ประตูปิดไม่สนิท  หรือ การชำรุดของตู้เนื่องจากการขนย้าย  หรือเ กิดเปลวไฟภายในตู้  จะทำให้มี ปริมาณรังสีรั่วมากกว่าระดับปกติซึ่งเป็นอันตรายได้

       สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใส่เครื่องควบคุมระบบการทำงานของหัวใจ (pacemakers) โดยเฉพาะรุ่นเก่าซึ่งไม่สามารถจะป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากตู้อบไมโครเวฟเหมือนเครื่องควบคุมรุ่นใหม่  ควรอยู่ห่างจากตู้อบไมโครเวฟประมาณ 5 ฟุต  และพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ

ที่มานิตยสาร : Healthandcuisine

http://health1081009.blogspot.com/2007/12/blog-post_3862.html

 
Menu
หน้าแรก
ศูนย์ราชการสะดวก
สื่อวิทยุสมาคม
ข่าวสาร
สรุปกิจกรรม 2560
สรุปกิจกรรม 2559
สรุปกิจกรรม 2558
สรุปกิจกรรม 2557
สรุปกิจกรรม 2556
สรุปกิจกรรม 2555
การร้องเรียน
ติดต่อเรา
แผนผังเว็บไซต์
สถิติเรื่องร้องเรียน
สมัครสมาชิก
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 09/12/2010
ปรับปรุง 08/12/2018
สถิติผู้เข้าชม972,582
Page Views1,146,688
« December 2018»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     
view